โอกาสครั้งสำคัญเหลืออีกเพียงหนึ่งครั้ง

ขออนุโมทนาแด่ท่านผู้มีจิตอันประเสริฐทุกท่าน   พิธีอันเป็นมหากุศลเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ได้ผ่านไปอีกหนึ่งวาระนั่นคือ พิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์  เมื่อเสร็จงานบุญครั้งนี้พระอาจารย์นิลกล่าวกับผมและคณะว่า “พิธีนี้เป็นพิธีเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่” มีหลายๆคณะเดินทางมาจากที่ต่างๆกัน แต่ทุกท่านมาด้วยศรัทธาอันเปี่ยมล้น  บางคณะมาช่วยทำบายศรี(หมากเบ็ง)  บางคณะมาช่วยทำอาหารเลี้ยงซึ่งได้เตรียมวัตถุดิบมากันเองเลย  บางคณะมาช่วยงานทุกอย่างที่ช่วยได้  บางคณะก็มาช่วยเรื่องเครื่องเสียงและปะรำพิธี พี่แอ๊วและคณะมาช่วยเป็นแม่งานจัดเตรียมขั้นตอนพิธีการและสิ่งต่างๆ  พี่สาวและญาติๆของพระอาจารย์นิลมาเป็นแม่ครัวใหญ่ ทำกับข้าวอร่อยมากผมชิมมาแล้ว  พี่เป็ดหยุดงานพาลูกชายและลูกน้องมาช่วยงานบุญเต็มที่  อาโกวมาจากปักษ์ใต้ก็พาหลานสาวมาช่วยกวาดลานพระเจดีย์และทุกอย่างที่ช่วยได้(รายนี้อะไรเป็นบุญเอาหมด..ฮา…)  ยังมีอีกหลายท่าน เช่นหลวงพ่อ ธวิช(หลวงพ่อของพระอาจารย์นิล), พี่ชัยรัตน์, คุณ ชา, น้าสมนึก, น้าบัวทอง, สมาชิกเว็บพลังจิต, สมาชิกเว็บผลบุญ, ชาวบ้านในพื้นที่และอีกหลายๆท่านที่มิได้กล่าวถึง  มาจากทั่วทุกภาคของประเทศไทยแรงศรัทธารวมเป็นหนึ่งเดียวมารวมกัน ณ พระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้งแห่งนี้.

ผมมาลองนึกตรองดูก็…อ๋อ!ทันที เห็นความยิ่งใหญ่หนึ่งประการแล้ว มันไม่ง่ายเลยที่แต่ละท่านจะสละความเป็นส่วนตัวเพื่อมาทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อพระศาสนาและส่วนรวม  ไหนจะต้องสละเวลา สละค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สละค่าใช้จ่ายสำหรับช่วยงานบุญและต้องทิ้งภาระกิจ งานประจำของตนเอง  ต้องยอมเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางเป็นเวลานานๆ ที่หลับที่นอนก็ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนที่บ้าน ขอยกตัวอย่างอาโกว (คุณป้าของผม)เต้นท์ไม่พอให้นอนต้องนอนในรถ นอนคู้อยู่อย่างนั้นร้อนก็ร้อน เมื่อยก็เมื่อย เปิดกระจกระบายอากาศยุงก็กัด ลำบากจริงๆ แต่อาโกวก็ไปด้วยศรัทธาไปร่วมบุญด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ ทั้งๆที่ต้องนั่งรถนานถึง ๒๖ชั่วโมงครึ่ง!!(ผมขับคนเดียวครับ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็แวะปั๊มนอนพัก) อายุของอาโกวก็ร่วม๖๐ปีแล้ว เสียสละให้ผมนอนในเต้นท์แต่ตัวเองต้องนอนในรถกับน้องมิลค์  “ลื้อขับรถมา ลื้อเหนื่อยกว่า ระหว่างทางคนอื่นๆได้งีบแต่ลื้อขับคนเดียวไม่มีคนเปลี่ยน ลื้นอนไปเถอะให้ลื้อนอนสบายๆพักให้เต็มที่” คนหนุ่มนอนเต้นท์คนแก่ต้องนอนคู้ในรถ ขอหยิบยกมากล่าว ณ ที่นี้เพราะนับถือจิตใจอาโกวจริงๆครับ  ส่วนน้าบัวทองและน้าสมนึกเดินทางมาจาก จ.หนองคาย มาถึงตี๒ ได้พักเดี๋ยวเดียว พอตี๔ก็ลุกไปช่วยที่โรงครัวแล้ว  นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแรงศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่หลั่งไหลมารวมกัน.

ผมและคณะเดินทางไปถึงสำนักสงฆ์ผาผึ้งในวันที่๒๕ เม.ย. ๕๓ ตอนเกือบเที่ยงจึงพากันไปกราบพระอาจารย์นิล ขณะนั้นท่านนั่งประดับพลอยบนเครื่องทรงขององค์พระศรีฯอยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ ในบริเวณลานของพระเจดีย์ คณะของผมจึงเข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ด้านหลังของท่าน ท่านยังคงตั้งใจประดับพลอยจึงไม่รู้ว่ามีใครมาข้างหลัง อาโกวจึงส่งเสียงเรียกท่าน “หลวงพี่” ท่านก็ยังคงทำงานเหมือนเดิมพวกเราก็มองหน้ากัน คงจะเรียกเบาไป อาโกวจึงเรียกใหม่ให้ดังขึ้นกว่าเดิม “หลวงพี่!” คราวนี้ท่านหันมา “อ้าว!มากันเมื่อไหร่” พวกเราจึงก้มลงกราบท่าน “แล้วนี่กินอะไรมากันหรือยัง” ผมจึงตอบท่านว่ายัง ท่านหันไปมองหลวงพี่กริช(พระเพื่อนของผม)ซึ่งเดินทางมาด้วยกัน “นี่มันจะเลยเวลาฉันแล้ว รีบไปก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน” แล้วท่านก็หันไปบอกพี่สาวของท่านทันที “พี่ศรี เป็นธุระให้หน่อย” จากนั้นแม่ครัวใหญ่จึงจัดแจงเข้าครัวทำอาหารเลี้ยงพระและเลี้ยงพวกผม “ขอบคุณครับ อุตส่าห์ลำบากมาเตรียมอาหารให้” “ไม่เป็นไรจ้า ไม่รบกวนเลย ไม่ต้องเกรงใจนะทานเต็มที่เลย” นี่เป็นน้ำใจจากพี่สาวของพระอาจารย์นิลที่กรุณาต่อคณะเรา  อิ่มหนำสำราญแล้วจึงลุกนำถ้วยชามไปล้างแล้วจึงมองหาทำเลที่จะพัก หลวงพี่กริชบอกกับผมว่ามีศาลาว่างอยู่ด้านล่าง ผมตามไปดูเห็นว่าที่ตรงนั้นเหมาะดี อยู่ตรงทางเข้าสำนักสงฆ์หากขับรถเข้ามาก็จะเห็นคณะของผมก่อนเลย หลวงพี่กริชบอกให้เลื่อนรถมาจอดตรงจุดที่เราพัก ส่วนอาโกวนำเต้นท์ที่เตรียมมา๑หลังออกมาประกอบผมลงมือช่วยอาโกวกางเต้นท์จนเสร็จ รู้สึกว่าเพลียจัดเพราะขับรถมายังไม่ได้พักจึงเอาเสื่อมาปูด้านนอกเต้นท์นอนเอาแรงหนึ่งตื่น หลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ กำลังหลับเพลินๆก็มีรถแล่นมาจอดบริเวณที่เราพัก เมื่อคนขับลงจากรถผมก็จำได้เป็นพี่ชัยรัตน์นั่นเอง แกพาคณะที่ทำบายศรีเดินทางมาด้วย ผมจึงเข้าไปทักทายและช่วยขนของลงจากรถ เสร็จแล้วคณะบายศรีก็ลงมือทำงานทันทีไม่รีรอ พี่แอ๊วได้นำเต้นท์พักแรมมาให้ผมอีก๓หลัง ขนาดใหญ่๑หลัง ขนาดเล็ก๒หลัง ผมและอาโกวจึงจัดแจงประกอบเต้นท์ทั้งหมดแต่กว่าจะประกอบหลังแรกได้สำเร็จต้องใช้เวลานานมากเพราะไม่เคยประกอบเต้นท์แบบนี้ พอประกอบหลังแรกได้แล้วหลังต่อๆไปก็ง่ายขึ้นมาก ตกเย็นพวกเราชวนกันเดินจากที่พักขึ้นไปยังพระเจดีย์  ก็เห็นพระอาจารย์นิลท่านยังคงทำงานอยู่ ผมจึงเดินไปกราบองค์พระเจดีย์และดูรอบๆเพราะไม่ได้มานานมากแล้ว องค์พระเจดีย์มีความสวยงามเห็นแล้วชื่นอกชื่นใจรายละเอียดต่างๆทำออกมาได้อย่างละเอียดละออมาก ผลงานของพระอาจารย์นิลเนี๊ยบจริงๆ แล้วก็เห็นเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยกันกวาดลานพระเจดีย์และช่วยกันประดับผ้าระบายตรงปะรำพิธี มีชาวบ้านมาช่วยประดับธงมีลักษณะเหมือนตุงของทางเหนือแต่ไม่ทราบภาษาอีสานเรียกว่าอย่างไร ผมจึงเข้าไปช่วยประดับด้วย หลังจากทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยชาวบ้านและน้องๆนักเรียนก็มาลาพระอาจารย์เพื่อกลับบ้านเรือนของตน พระอาจารย์ท่านยืนเทศน์ให้น้องๆนักเรียนที่นั่งพนมมือกันอยู่ฟังในเรื่องของบุญกุศลและอานิสงส์ต่างๆ ผมจึงไปร่วมฟังด้วยโดยไปอยู่ด้านหลังของพระอาจารย์และผมจำได้ตอนหนึ่งว่า “ครีมหน้าขาวหรือไวท์เทนนิ่งต่างๆเหรอ ไม่จำเป็นหรอก ดีแค่ไหนก็สู้การกวาดลานพระเจดีย์หรือลานพระธาตุหรือลานวัดไม่ได้ อยากสวย ขาว หน้าใส ให้ทำอย่างนี้และมันจะเป็นกุศลติดตัวเราไปได้” ผมคิดในใจว่า “เราเป็นผู้ชายเราก็อยากมีหน้าเกลี้ยงใสเหมือนกัน” หลังจากที่ทุกคนลาท่านกลับกันแล้วผมก็ไปหยิบไม้กวาดด้ามยาว มากวาดเศษใบไม้และสิ่งสกปรกที่ยังตกค้างเล็กๆน้อยๆ อาโกวเห็นเข้าก็ถามว่ามีไม้กวาดอีกไหม ผมจึงส่งไม้กวาดให้และไปหยิบมาอีกสองด้ามเอามาให้หลานด้วย พวกเราก็ช่วยกันกวาดก้อนกรวด เม็ดทราย เศษใบไม้ เศษปูน ระหว่างที่กวาดผมมีความรู้สึกว่าจิตใจสบาย ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดและได้เห็นลานพระเจดีย์สะอาดจิตใจก็เบิกบาน นี่เป็นกุศโลบายในการชำระล้างจิตใจที่ดีเยี่ยม ความสวย ขาว หน้าใส เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นมิได้เป็นจุดสำคัญในการทำความดี แต่ธรรมชาติของคนเราก็ต้องอยากสวย อยากดูดี จึงต้องมีสิ่งจูงใจในการทำความดีเพื่อที่จะได้ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นในขั้นต่อๆไป พระอาจารย์ท่านใช้กุศโลบายได้อย่างแยบคายจริงๆ “ตั้งใจกวาดไปเลยนะเรา ชาติหน้าจะได้เกิดมาดูดี..ฮา…” ตกตอนค่ำคณะของผมได้ปรึกษากันว่าเงินที่เตรียมมาร่วมทำบุญสร้างพระเจดีย์ น่าจะรวบรวมกันแล้วนำไปถวายท่านในคืนนี้เพราะเกรงว่าในวันรุ่งขึ้นท่านจะยุ่งมากคงไม่สะดวก จึงนำเงินที่มีผู้ฝากมาร่วมทำบุญตามกำลัง รวบรวมใส่ลงในซองเดียวพร้อมกับเขียนระบุว่า “สร้างเจดีย์” เพราะท่านจะสั่งให้ระบุทุกครั้งเพื่อป้องกันการสับสน แล้วก็ทำการอธิษฐานจนครบทุกคน ผมได้นำไปถวายท่านยังที่พักสงฆ์ ในคืนนั้นมีฝนตกฟ้าร้อง ทำให้อากาศเย็นสบาย คณะที่ทำบายศรีก็ยังคงตั้งใจทำอยู่อย่างไม่ลดละ ผมนั่งคุยกับหลวงพี่กริชอยู่ตรงที่พัก ขณะนั้นมีคนอยู่กันหลายคนมีอาโกวกับหลานรวมถึงพี่แอ๊ว พี่ชัยรัตน์และคณะบายศรีด้วย จู่ๆก็มีแสงสีทอง แว่บ…ลงมายังต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่เราพัก ทำให้สว่างจ้าไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยเสียง เปรี้ยง…ดังสนั่นหวั่นไหว แล้วทุกอย่างก็อยู่ในความสงบ แม้แต่เสียงพูดคุยก็ไม่มี(ตกใจครับ เลยเงียบกัน..ฮา…) ปกติเวลาฟ้าผ่าน่าจะเป็นแสงสีชมพูออกแดงๆแต่วันนี้เห็นเป็นสีทองๆพร้อมกันหลายคน  ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ เมื่อฝนซาลงแล้วพระอาจารย์นิลท่านได้มายังที่พักของพวกเรา หลายๆคนได้พูดคุยกับท่านในเรื่องของงานในส่วนต่างๆ ท่านได้พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับทุกคนและได้สัพพยอกว่า “คืนนี้เทวดามาช่วยให้อากาศเย็นสบาย ทุกคนจะได้หลับกันสบายๆ เอาแรงไว้พรุ่งนี้” ทุกๆคนได้พูดคุยสนทนากับท่านอยู่นาน ท่านได้หันมาถามผมว่า “ พระไม่อยู่เหรอ” ผมลุกไปนิมนต์หลวงพี่กริชมาหาท่าน ท่านได้สนทนากับหลวงพี่กริชอยู่ครู่หนึ่ง จึงบอกให้ผมพักผ่อนได้แล้วเพราะเมื่อเสร็จพิธีในวันพรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางกลับ ท่านอยากให้พักผ่อนเอาแรงให้มากๆ ผมจึงไปอาบน้ำแล้วเข้าพักผ่อนในเต้นท์ ที่นี่อากาศดี รู้สึกสดชื่นมาก ผมนอนอยู่ในเต้นท์พักใหญ่ๆขณะนี้ไม่แน่ใจว่ามีใครอยู่นอกเต้นท์บ้าง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียง อ๊ะๆๆๆ…อั๊บ..แอ่ ทันใดนั้นเสียงของบรรดาคุณสุภาพสตรีทั้งหลายก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน “อึ๋ยยยย…..” ตุ๊กแกร้องอยู่นานพอควรผมก็เริ่มคิดเป็นตุเป็นตะไปตามประสา “เขาจะมาบอกอะไรหรือเปล่าหว่า” คิดต่อไปอีก “จะมีใครมาหรือครับ ขอบคุณที่มาบอกนะ” เสียงตุ๊กแกก็เงียบลง “อ้าว! เงียบแล้วหรือ บังเอิญจัง” เมื่อเงียบเสียงลงผมเตรียมจะหลับแล้วเริ่มง่วง ก็มีเสียงรถขับเข้ามายังสำนักสงฆ์ ผมคิดในใจ “บังเอิญอีกแล้ว! นี่ถ้าเราเป็นคนเล่นหวยมีหวังถูกรางวัลที่หนึ่งแน่ๆ..ฮา…”  ในคืนนั้นผมหลับอย่างสบาย นอนสบายมาก หลับเพลินจนหลวงพี่กริชต้องมาปลุกในตอนเช้ามืด จึงลุกไปล้างหน้าแปลงฟันและเตรียมตัวที่จะขึ้นไปช่วยงานบนเจดีย์ ผมได้ถามสาวสวยท่านหนึ่งในคณะบายศรีว่า  “ไม่ทราบจะฝากอะไรขึ้นไปที่เจดีย์บ้างไหมครับ ผมจะขึ้นไปข้างบน” เธอชี้ไปที่ขนมหวานซึ่งจัดเรียงเอาไว้ในจานเรียบร้อยแล้ว มีขนมวางอยู่หลายจาน ผมได้เลือกเอาสองจานถือติดมือขึ้นไปด้วย.

ในวันงานวันนี้(๒๖เม.ย.๕๓)ผมตัดสินใจช่วยงานพระอาจารย์นิลอย่างเต็มที่  ทั้งแรงกายแรงใจมีเท่าไหร่ผมถวายหมด คอยเป็นลูกมือ ท่านสั่งอะไรทำหมด ทำทุกอย่างไม่มีเกี่ยง ยาก ง่าย หนัก เบา เลอะ ไม่เลอะ วิ่งไปวิ่งมาเหนื่อยหอบเป็นพักๆทำหมดไม่เกี่ยงเลย ก็ตั้งใจมาถึงที่นี่แล้วคิดว่ายังไงก็ต้องเอาให้คุ้ม  งานบุญที่ยิ่งใหญ่และสำคัญขนาดนี้ไม่ได้มีบ่อยๆและใครจะมีโอกาสได้มาร่วมบุญนั้นแสนยาก  งานพิธียกฉัตรครั้งก่อนตัวผมเองก็ไม่มีโอกาสได้มาร่วมพิธี คราวนี้ไม่ยอมพลาดโอกาสแน่นอน  ในช่วงเวลาประมาณ๗นาฬิกา มีพิธีใส่บาตรพระสงฆ์ คณะกรรมการได้นินมต์พระภิกษุรับบิณฑบาตรและฉันภัตตาหารที่ศาลาซึ่งอยู่ด้านล่าง ส่วนบนเจดีย์(พระเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินสูงสุดของสำนักสงฆ์ ต้องเดินจากศาลาขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง) คงมีเพียงพระอาจารย์นิลและพระอีก๓-๔รูป ที่ยังคงทำงานกันอยู่ไม่ยอมลงมาฉัน ท่านทำงานกันอยู่พร้อมกับฆารวาสอีกไม่กี่คน ผมเป็นหนึ่งในนั้น เมื่อคนอื่นๆลงมาทานข้าวกัน  ผมก็รู้สึกยินดีเกิดความปีติขึ้นในจิตใจอย่างมาก(อ่านแล้วอาจจะสงสัยว่ามันจะดีใจทำไม?) ก็เพราะคนอื่นๆไปทานข้าวกัน โอกาสงามๆที่จะได้รับใช้และช่วยงานพระอาจารย์นิลก็มาอยู่กับผมเต็มๆ คนอื่นไปเติมพลังงานแต่ผมเติมพลังบุญ(แหม ผมก็งกไม่เบาเลยนะเนี่ย..ฮา…) เมื่อคนอื่นเริ่มลงมาข้างล่างกัน เสียงของพระอาจารย์นิลก็ดังขึ้น  “ชัย…เก็บเชือกม้วนให้เรียบร้อย” ผมจึงไปหยิบเชือกป่านขนาดใหญ่ที่กระจุกอยู่ใต้แท่นสำหรับอัญเชิญองค์พระขึ้นบนเจดีย์ นำออกมาคลี่แล้วม้วนกลับไปใหม่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย งามตา เสร็จแล้วเสียงพระอาจารย์นิลก็ดังขึ้นอีก “ชัย…เอาเสื่อมาปูแล้วจัดอาสนะด้วย” แล้วท่านก็หยิบเสื่อมาหนึ่งม้วน ปูนำไปก่อนหนึ่งผืนผมจึงรีบไปนำเสื่อมาปูต่อออกไปอีกจนเต็มพื้นที่ แล้วจึงหยิบอาสนะมาวางเพื่อเป็นที่สำหรับพระสงฆ์เพราะพิธีจะเริ่มในอีกไม่นานนี้แล้ว เมื่อเสร็จแล้ว “ชัย…เอาอิฐมารองขาโต๊ะ” ผมมองไปที่ขาโต๊ะเห็นพื้นไม่เรียบจึงไปหาก้อนอิฐมารองใต้ขาโต๊ะแล้วโยกดู  มันยังไม่แน่นจึงมองหาก้อนอื่นคราวนี้พี่เป็ดเข้ามาช่วย พี่เป็ดหยิบอิฐก้อนใหญ่ส่งให้ คราวนี้แน่นเลย จึงจัดการลองขาโต๊ะจนครบทุกตัว “ชัย…ยกสัปทนไปพิงไว้ตรงนั้น เตรียมไว้ก่อน” ท่านไม่ได้ใช้ผมอย่างเดียวนะครับ ท่านสั่งเสร็จท่านก็ทำอย่างอื่นต่อทันทีไม่มีว่าง ลงมือทำด้วยตัวท่านเอง ผมเห็นท่านเต็มที่กับงานขนาดนี้ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากทำให้มากขึ้น ได้บุญติดตัวและเป็นการแบ่งเบาท่านด้วย จึงไม่รีรอแบกสัปทน(มีลักษณะเหมือนร่ม มักเห็นในพิธีแห่นาค)ขึ้นบ่าเอาไปพิงไว้ที่ต้นไม้ใกล้โต๊ะสำหรับบวงสรวงครูบาอาจารย์  คราวนี้ไม่รอให้ท่านเรียกแล้ว เห็นท่านจับอะไรก็รีบเข้าไปช่วยทันที ช่วยม้วนสายสิญจน์สำหรับพิธีอัญเชิญ ช่วยตกแต่งบายศรีอีกนิดหน่อยเพราะบายศรีมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีความสูง ยกเอามาพักไว้บนอาสนะของพระ คณะที่ทำบายศรีส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงจึงไม่กล้าขึ้นไปประดับตกแต่งส่วนบนของบายศรี ต้องยืนทำอยู่ข้างล่างและวานผมขึ้นไปประดับส่วนบนแล้วคอยบอกให้ผมทำไปทีละขั้นตอน(ก็ผมทำไม่เป็นนี่นา) “เอาดอกรักใส่ตรงนั้นค่ะ” “กุหลาบใส่ตรงนี้” ก็ช่วยกันไปเต็มที่คราวนี้พระอาจารย์นิล ตัวผม และผู้ชายอีกสองสามคนต้องช่วยกันประคองและยกบายศรีขึ้นวางบนโต๊ะบูชา ต้องช่วยกันหลายคนเพราะมีน้ำหนักมากผมเห็นคณะบายศรีมีท่าทีกังวลว่าจะยกมายังไงตั้งแต่เมื่อคืนขณะที่ช่วยกันทำอยู่ที่โรงบายศรี(ก็ที่พักที่เรานอนกันนี่ล่ะครับ ไม่มีฝาพนังทั้งสี่ด้าน มีแต่พื้น เสาและหลังคา ลมพัดเข้าได้ทุกทาง โล่งดีจริงๆ ต้องยกความดีให้กับคณะที่ทำบายศรีเลยนะครับที่มาทำกันที่นี่ เป็นผลให้พระอาจารย์นิลเรียกตรงนี้ว่า “โรงบายศรี” ได้ชื่อใหม่ตั้งแต่บัดนั้นมา..ฮา…) หลังจากยกบายศรีขึ้นโต๊ะบูชาแล้ว ก็ช่วยกันทำงานอื่นๆอีกหลายอย่าง ไม่มีหยุดพักเพราะเวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกที คนที่อยู่ข้างล่างเห็นว่าพระอาจารย์นิลไม่ลงไปฉัน จึงช่วยกันยกสำรับขึ้นมาหลายสำรับมีของพระอาจารย์นิลและพระรูปอื่นๆ ที่ต้องแยกกันเพราะท่านฉันมังสวิรัติ ก็ทยอยนำมาถวายแต่ท่านก็ยังไม่ฉันยังคงทำงานอย่างมุ่งมั่น ทำให้ผมนึกถึงหลวงปู่พระอุปปคุต ปางจกบาตรมองพระอาทิตย์ ท่านห่วงงานมากกว่าเรื่องขบฉัน ท่านได้นิมนต์พระรูปอื่นให้ฉันก่อนแต่ก็ไม่มีองค์ไหนยอมฉันก่อนท่าน  ท่านจึงตัดสินใจนิมนต์มาฉันพร้อมๆกันแล้วท่านก็เดินนำมานั่ง จากนั้นพิจารณาภัตตาหารแล้วจึงฉัน ผมก็ไปยกลังน้ำแข็งมาวางใกล้บริเวณที่ผู้เข้าร่วมพิธีจะมาฟังพระสวดพระพุทธมนต์ เอาน้ำสำหรับถวายพระมาแช่เพิ่มเติม แล้วก็กำลังคิดจะทำโน่นนี่ เสียงพระอาจารย์นิลก็ดังขึ้น “ชัย…ยกไป” ผมหันไปมอง เห็นท่านชี้ที่สำรับแล้วใช้ผ้าที่ท่านติดตัวเอาไว้เช็ดปาก ผมถึงกับอึ้งคิดในใจ “หา…ท่านฉันเสร็จแล้วหรือนี่ ท่านจะอิ่มไหมนะ” เพียงแค่ไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น  ท่านห่วงงานกว่าเรื่องการขบฉันมากเลย แต่ผมก็ไม่รีรอครับต้องรีบ “เสสังมงคลก่อน” เดี๋ยวใครมาเห็นของดีเข้าจะโดนตัดหน้า จึงรีบไปยกสำรับแล้วเตรียมเสสังมงคลทันที “อ้าว!!มีแต่จานของพระท่านนี่นา ลืมไปเลย ต้องลงไปหยิบจานด้านล่างก่อน” ว่าแล้วก็รีบหาที่วางแล้วลงไปหยิบจานสังกะสีกับช้อนสั้น มาพร้อมกับน้ำอีกหนึ่งแก้วจากโรงครัว กลับขึ้นมาอีกที “อ้าว!!มีคนตัดหน้าซะแล้ว..ฮา…” ก็ขำตัวเองเหมือนกัน แหม..แอบเล็งเอาไว้ตั้งนาน  แต่ไม่เป็นไรรีบกินรีบทำงานดีกว่า เวลามีน้อยตอนนี้คนข้างล่างก็ทยอยกันขึ้นมาแล้ว จึงตักข้าวแค่พออิ่มแล้วตักกับราดลงไปไม่ได้เลือก จากนั้นเดินไปยังโขดหินตรงหน้าผามองหาทำเลเหมาะๆ นั่งลงแล้วหายใจยาวๆ พนมมือขึ้น “เสสัง มังคะลา ยาจามิ” แล้วก็ลงมือจ้วงเอาๆ ครู่เดียวก็ลุกไปทำงานต่อดีนะที่ข้าวไม่ติดคอ  คราวนี้ก็เข้าไปดูทีมที่ควบคุมเครื่องเสียง พี่แอ๊วได้นำแผ่นมนต์พิธีมาฝากให้ผมเปิดเป็นเสียงของหลวงพ่อพระราชพรหมญาณ(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ผมจึงนำไปให้พี่ที่ควบคุมเครื่องเสียงทดลองเปิดดู ทดสอบซ้ำอยู่หลายรอบจนมั่นใจ จึงบอกพี่ที่คุมเครื่องเสียงว่า “พี่..เอาตำแหน่งนี้นะครับกดหยุดไว้ก่อน Pauseเอาไว้ เดี๋ยวพอทางโน้นส่งสัญญาณมา พี่ก็เล่นเลยครับใช้แค่ช่วงเดียว ช่วงบวงสรวง” แล้วผมก็เดินไปอยู่กับ อาโกว น้องมิลค์ พี่เป็ด น้าบัวทองสักพักใหญ่จึงแยกไปหาทำเลที่นั่งสำหรับเข้าร่วมพิธีให้ผู้ใหญ่นั่งกันบนเสื่อ แต่ผมเลือกไปนั่งที่โขดหิน  แล้วไม่นานพิธีก็ได้เริ่มขึ้น ทุกคนพนมมือและฟังบทสวดจนเสียงมนต์พิธีที่เตรียมไว้จบลง แต่ทุกคนยังคงพนมมืออยู่ในความสงบเงียบ พระอาจารย์เล็กวัดท่าขนุนและพระอาจารย์นิล ท่านพนมมืออธิษฐานอัญเชิญครูบาอาจารย์ ผมก็นั่งมองพระเจดีย์และพระพุทธรูปปางมารวิชัยสีทองสวยงามมากเมื่อต้องกับแสงแดดยิ่งทำให้พระเจดีย์และองค์พระสว่างไสวมากๆ นั่งมองด้วยความชื่นชม มีความปิติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเสร็จพิธีบวงสรวงทุกคนก็หันหน้ากลับมายังอาสนะของพระสงฆ์ แล้วพระคุณเจ้าก็เริ่มสวดพระพุทธมนต์  เมื่อพระสงฆ์สวดจบก็ได้เวลาอัญเชิญพระพุทธรูปปางประทานพรขึ้นยังมณฑป พระพุทธรูปอีก๔องค์ พระอาจารย์นิลให้ช่างอัญเชิญขึ้นบนเจดีย์ตั้งแต่เมื่อวานเพราะเกรงว่าอัญเชิญพร้อมกันทั้ง๕พระองค์ในวันนี้จะต้องใช้เวลามาก จึงอัญเชิญขึ้นบนเจดีย์ก่อน๔องค์แต่ประดิษฐานอยู่ด้านนอกมณฑป นายช่างต้องนำไม้หน้าสามมาทำขารับองค์พระไว้ด้านนอกมณฑปก่อน เพื่อทำพิธีบวงสรวงครูบาอาจารย์และพิธีอัญเชิญในวันนี้.

เวลานี้ เชือกป่านเส้นใหญ่ที่ผมได้ม้วนเอาไว้ก็ถูกนำออกมาใช้ นายช่างได้คลี่เชือกออกแล้วส่งให้ผู้เข้าร่วมพิธี ผู้คนเริ่มทยอยกันมาจับเชือก มีช่องว่างตรงไหนก็จะมีมือยื่นมาจับเชือกทันที เป็นแรงศรัทธา แรงกาย แรงใจ ที่ถูกส่งผ่านเชือกป่านเส้นโตไปยังองค์พระ ทุกคนพร้อมและตั้งใจที่จะอัญเชิญอย่างเต็มที่ หนึ่งในทีมช่างจึงส่งเสียงบอกทุกคนว่า “รอให้ผมส่งสัญญาณก่อนนะครับ อย่าดึงก่อนนะ ห้ามดึง” แล้วทีมช่างก็ตรวจดูความพร้อมทุกจุด นายช่างคนเดิมก็ส่งเสียงอีก “เดี๋ยวนะ ปล่อยเชือกก่อนครับ ปล่อยเชือกก่อน ตรงนี้มันพันอยู่” แล้วก็มุดเข้าไปใต้แท่นโรลเลอร์ที่มีองค์พระพุทธรูปประทับอยู่ ดึงเชือกออกและสาวเชือกกลับมา เสร็จแล้วก็ส่งให้ผู้เข้าร่วมพิธีอีกครั้ง “เอานะครับ เตรียมตัวให้พร้อม เดี๋ยวส่งสัญญาณแล้วดึงพร้อมๆกันนะ” ทุกสายตามองมาที่นายช่างอย่างจดจ่อ “เอ้าดึง…ดึงค่อยๆนะครับ” ทุกคนออกแรงดึงพร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ องค์พระค่อยๆเคลื่อนขึ้นสู่องค์พระเจดีย์ เมื่อเคลื่อนถึงสุด พระอาจารย์นิลจึงให้เปล่งเสียงสาธุกาล “สาธุพร้อมๆกันสามครั้งนะ สาธุ…สาธุ…สาธุ” เสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ผมเกิดปิติจนถึงกับขนลุกเลยครับ มันดีใจอย่างบอกไม่ถูก  อัญเชิญองค์พระขึ้นถึงบนเจดีย์แล้วก็เป็นหน้าที่ของนายช่างที่จะอัญเชิญเข้าสู่มณฑป ต้องใช้ความชำนาญและความระมัดระวังสูงเพราะองค์พระมีน้ำหนักมากบวกกับน้ำหนักฐานดอกบัวที่เป็นหินอ่อน  พื้นที่ภายในมณฑปก็มีจำกัด จึงค่อนข้างยากที่จะขยับองค์พระให้เลื่อนซ้าย เลื่อนขวาหรือขยับองค์พระเข้าด้านใน ตำแหน่งที่ประทับจะต้องอยู่กึ่งกลางที่สุดเท่าที่จะทำได้  แต่ถึงจะยากยังไงผมก็ไม่ยอมพลาดโอกาส ต้องร่วมกับเขาหน่อยจะไม่เกะกะและจะพยายามช่วยให้ได้มากที่สุด ให้ออกแรงผลักหรือช่วยส่งเครื่องไม้เครื่องมือก็ยังดี  นายช่างได้เริ่มอัญเชิญพระพุทธรูปปางประทานพรเป็นองค์แรก อัญเชิญจากแท่นโรลเลอร์ขึ้นบนแท่นที่มีล้อ เลื่อนไปทางซ้ายเพื่อให้องค์ชิดกับมณฑป “ยังห่างไป เอากลับอีกที” ทุกคนช่วยกันเลื่อนแท่นมีล้อมาทางขวา “เอาใหม่ๆ..ยังไม่ได้” พยายามกันอยู่พักใหญ่ “พอๆ..พอแล้ว หยุด เอาแม่แรงขึ้นอีกนิด” คราวนี้นายช่างก็บอกทุกคน “เดี๋ยวช่วยกันผลักเข้าข้างใน แต่อย่าจับองค์พระนะครับ ผลักที่ฐานดอกบัว” ตอนนี้บริเวณฐานดอกบัวหินอ่อนหาที่ว่างแทบไม่ได้ เพราะมีแต่มือเต็มไปหมด “พร้อมกันนะครับ หนึ่ง..สอง..เอ้า” องค์พระมิได้ขยับเลย “ยังไม่ได้จังหวะ เอาใหม่อีกทีนะ หนึ่ง..สอง..เอ้า” คราวนี้องค์พระเริ่มขยับเข้าด้านใน “เดี๋ยวนะ..ใจเย็น ไปเอาน้ำยามาเทก่อน หยิบน้ำยามาหน่อย” หนึ่งในทีมช่างจึงหยิบน้ำยามาเทลงบนฐานปูนภายในมณฑป “คราวนี้น่าจะลื่นหน่อย เอานะ..หนึ่ง..สอง..” แล้วองค์พระก็สามารถเคลื่อนเข้าสู่ภายในมณฑปแต่ยังไม่ตรงตำแหน่ง “ส่งไม้คานมาหน่อย เอาอันยาวๆ” ทีมช่างก็ช่วยกันเล็งแล้วใช้ไม้คานงัดที่ฐานองค์พระ “ค่อยๆนะไม่ต้องแรง” นายช่างพยายามจะงัดเพื่อขยับองค์พระ แต่ก็ไม่มีมุมไม่มีตำแหน่ง “ขอท่อนสั้นมาหน่อย เอามาไว้รองงัด” ช่างอีกคนส่งไม้หน้าสามท่อนสั้นๆให้ คราวนี้สำเร็จองค์พระขยับเคลื่อนไปอีกทาง “มากไปๆ เลยแล้ว มาทางนี้มากไป” ช่างจึงต้องมางัดอีกด้านหนึ่ง “ค่อยๆนะค่อยๆ อย่างัดแรง..ดี..แบบนี้แหละ..พอๆ..โอเคเลย” แล้วทุกคนก็ยกมือขึ้นพร้อมกับกล่าว..สาธุ  ทีมช่างต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควรแดดก็แรงขึ้นมาก แต่แรงศรัทธาไม่ตกทุกคนยังคงตั้งใจและระมัดระวังเต็มที่  เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปปางประทานพรเสร็จแล้วช่างก็อัญเชิญพระพุทธรูปปางมารวิชัย  พระพุทธรูปปางจักรพรรดิ์  พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา และสุดท้ายพระพุทธรูปปางสมาธิ องค์นี้เป็นองค์สุดท้ายและมีความพิเศษ คือในการอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้นายช่าง ผม และทุกคน ช่วยกันออกแรงผลักแค่ครั้งเดียวแต่องค์พระได้เคลื่อนสู่ตำแหน่งอย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องทำการขยับหรือปรับแต่งใดๆอีก ผมยิ้มและยกมือขึ้นสาธุ คิดในใจ “แหม เทวดาก็เอากับเขาด้วย ดีจัง”  อัญเชิญเสร็จก็อิ่มเอิบกันทั่วหน้า  หลวงพี่กริชได้สะกิดผมว่า  สายสิญจน์ที่อัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์นี่สำคัญนะน่าจะเก็บไว้ แล้วน้องมิลค์หลานสาวของผมจึงไปกราบเรียนพระอาจารย์นิลว่าอยากจะขอสายสิญจน์ในพิธี  พระอาจารย์นิลท่านได้อนุญาต เมื่อท่านอนุญาตผมก็เอากรรไกรอันเล็กๆของอาโกวลงมือตัดทันที  ผมไม่กล้าแกะออกมาเป็นเส้นเดี่ยวๆกลัวมันจะพันกันจึงรวบแล้วตัดทีเดียวทั้งเก้าเส้นเลย พอคนเห็นผมตัดสายสิญจน์ก็มาต่อแถวกันทันที ยาวด้วยนะ…ฮา… ผมก็ตัดใหญ่เลยไม่ได้มองว่าใครเป็นใคร ตัดแจก ตัดแจก เอาความยาวประมาณสร้อยคอ แจกอย่างเดียว ไม่หวง ตัดแจกทั้งหมดไม่มีกั๊ก แล้วสายสิญจน์ที่อยู่ในพานสีทองก็เกลี้ยง “อ้าว!!แล้วของเราเองล่ะ..ฮา…” แจกเขาหมดไม่เหลือให้ตัวเอง จึงมีผู้มีน้ำใจเอามาแบ่งให้แต่ผมไม่ได้รับ ผมถือว่าวันนี้ผมอิ่มเอิบมากอิ่มบุญ อิ่มใจ ยิ่งเป็นผู้ให้ยิ่งมีความสุข เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว ขอขอบคุณสำหรับท่านที่นำมาแบ่งปันนะครับ.

อานิสงส์อันเกิดจากการขวนขวายรับใช้ ทำให้เรามีความสุขอย่างนี้เอง ผมนั่งยิ้มคนเดียวแล้วก็ดื่มน้ำอัดลมใส่น้ำแข็งไปสองถึงสามแก้ว อัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์เสร็จแล้ว แจกสายสิญจน์ก็เสร็จแล้ว จึงเริ่มทำตัวตามสบาย จิบน้ำเย็นอยู่ใต้ร่มไม้ สักพักก็มองเวลา “นี่จะเลยเพลแล้วหลวงพี่กริชยังไม่ได้ฉันอะไรแน่เลย คงยังไม่มีใครถวายเราไปหาถวายท่านก่อนดีกว่า เสร็จแล้วจะได้หาอะไรอร่อยๆที่โรงครัวทานให้ชื่นใจยกกำลังสอง”  เลยชวนกันไปทานข้าว วันนี้อาหารน่าทานทุกอย่าง ท่านที่มาช่วยงานครัวทั้งหลายก็มีศรัทธาอุตส่าห์มาทำอาหารเลี้ยง ผมก็ต้องฉลองศรัทธาท่านหน่อย ว่าแล้วก็กินซะพุงกางอิ่มมากไม่อยากลุกเลยมีของหวานเป็นรวมมิตรปิดท้าย  เสร็จแล้วก็ไปนั่งพักให้คลายร้อนจะได้อาบน้ำก่อนเดินทางกลับ ระหว่างนี้ก็มีคนเริ่มมาอาบน้ำ บ้างก็ทยอยกลับกันแล้ว แต่แม่ครัวและคนที่ช่วยอยู่ในโรงครัวยังมีงานวุ่นอยู่เลยบ้างเก็บถ้วยล้างชาม บ้างเก็บกับข้าวและมีผู้อำนวยการโรงเรียนในละแวกนั้น(ผมจำชื่อโรงเรียนไม่ได้) ได้พากลุ่มน้องๆนักเรียนเริ่มเก็บโต๊ะเก้าอี้ เก็บเต้นท์อากาศก็ร้อนมาก มีทั้งรถอีแต๋น รถหกล้อ มาช่วยกันขนอยู่หลายเที่ยว เครื่องเสียงและปะรำพิธีก็เป็นฝีมือของ ผอ.ท่านนี้ ซึ่งได้มาช่วยงานอยู่ก่อนหลายวันแล้ว พาภรรยาและครอบครัวมาช่วยกันด้วย ท่านมีศรัทธามากจริงๆ น้องๆนักเรียนชายหญิงก็น่ารักทุกคน ขยันขันแข็งช่วยกันเต็มที่ทุกคนเลย นั่งนึกชื่นชมครอบครัวท่าน ผอ.และน้องๆอยู่ก็นึกขึ้นได้ว่าถนนหนทางที่จะขึ้นมาพระเจดีย์คราวนี้มันดีกว่าก่อนมาก ก็สอบถามคนแถวนั้นดูได้คำตอบว่า ท่านนายก อบต.ได้ส่งรถเกรดเข้ามาเกรดถนนให้ ถนนจึงดีขึ้นมาก ระยะทางก็ประมาณ๕กิโลเมตร ไม่แน่ใจนะครับผมคำนวณระยะทางจากหมู่บ้านตลาดแร้งขึ้นมาถึงเจดีย์ประมาณ๕ กม.แต่จากหมู่บ้านออกไปถึงถนนใหญ่ทางหลวงหมายเลข๒๒๕บริเวณสถานีอนามัยหลุบโพธิ์อีกประมาณ๔ กม. หมายถึงระยะทางจากอนามัยขึ้นไปถึงพระเจดีย์รวม๙ กม. ก็ต้องชื่นชมท่านนายกเหมือนกันที่ช่วยให้เราเดินทางได้สะดวกสบายขึ้น.

พักกันครู่ใหญ่แล้ว ผมก็แหย่หลวงพี่กริชว่า “อีกสักพักเทวดาคงจะมา” หลวงพี่ก็มองหน้าผม “ผมหมายถึงฝนน่ะหลวงพี่” เราสองคนก็หันไปมองรอบๆ แต่ไม่มีเมฆฝนเลยแดดเปรี้ยงๆอากาศร้อนมาก  หลวงพี่ก็ยิ้มไม่พูดอะไร คราวนี้ผมยิ้มบ้างบอกหลวงพี่ว่า “คอยก่อนนะ ผมคิดว่าเทวดาน่าจะมาใจเย็นๆรอดูก่อน”  ก็บุญใหญ่ขนาดนี้ยังไงๆต้องมาแน่  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องมาอนุโมทนาและให้พร จะมากน้อยก็ต้องมา มีฝนตกโปรยๆก็ยังดี จากนั้นผมก็เริ่มเก็บที่นอนและช่วยกันทำความสะอาด ศาลาที่พักหรือโรงบายศรีที่พระอาจารย์นิลท่านเรียก เริ่มรื้อเต้นท์นอนทั้งใหญ่เล็กที่ผมและอาโกวช่วยกันประกอบถวายหลวงพี่กริช ทั้งนอนเองและประกอบเผื่อให้คณะบายศรี ที่พี่แอ๊วนำมาให้เมื่อวาน ตอนรื้อนี่ง่ายและเร็วกว่าตอนประกอบมาก ตอนประกอบงงอยู่นานทำไม่เป็น รื้อเสร็จ ทำความสะอาดเสร็จ ทีมบายศรีก็ไปอาบน้ำ คงเหลือแต่ อาโกว ผม น้องมิลค์ และหลวงพี่กริช ผมจึงบอกอาโกวว่าเราได้ทำบุญแล้วเรามากรวดน้ำกันดีกว่า วันนี้ยังไม่เห็นใครกรวดน้ำเลย เรามากรวดน้ำดีกว่าครับเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นบ้าง  ผมลุกไปหยิบขวดน้ำดื่มใบใหญ่ที่ยังไม่ได้เปิดจุก จากในรถพร้อมแก้วมาหนึ่งใบแล้วก็มานั่งล้อมวงกัน  ทุกคนพนมมือขึ้นผมก็หายใจยาวๆตั้งใจอธิษฐานแล้วก็เริ่มแผ่เมตตา สัพเพ สัตตา…. จากนั้นก็ต่อด้วย บทกรวดน้ำ อิมินาไปจนจบ ผมลุกขึ้นนำน้ำไปรินที่โคนต้นไม้  ผมเลือกอยู่ต้นหนึ่งคิดว่าต้นนี้น่าจะเหมาะ แล้วจึงค่อยๆรินลงโคนต้นไม้อย่างตั้งใจ “ขอพระแม่ธรณีและสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายโปรดเป็นพยานในการสร้างกุศลของข้าน้อย(ข้าพเจ้า) ขอกุศลทั้งหลายที่ข้าน้อยและคณะได้ทำในการมาร่วมพิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์ขึ้นประดิษฐานยังมณฑปรอบองค์พระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้งในครั้งนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าน้อยและคณะถึงซึ่งพระนิพพาน เทอญ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ”  แล้วจึงเดินกลับมายังที่พัก อาโกวและหลานของผมก็ไปอาบน้ำส่วนผมก็ต้องรอคิวเพราะคนเต็ม  ผมรู้สึกกระหายน้ำเพราะอากาศร้อนจึงเดินไปหยิบน้ำเย็นซึ่งแช่อยู่ในลังน้ำแข็งที่โรงครัวเอามาถวายหลวงพี่กริชระหว่างรออาบน้ำ จิบน้ำไปคุยกันไปสักพักก็มีเสียงฟ้าร้อง..ครืน อยู่ไกลๆเห็นเมฆฝนกลุ่มเล็กๆลอยอยู่ แต่ตรงที่เรานั่งกันอยู่แดดร้อนมาก “หลวงพี่ เชื่อผมหรือยังครับ” ผมหันไปถามหลวงพี่ด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ลมอาจจะพัดไปทางอื่นก็ได้นะ ยังไม่แน่ต้องรอดูกันไปก่อน” ท่านหันมายิ้มเหมือนจะบอกว่าเอ็งอย่าเพิ่งดีใจ  ก็คุยกันเรื่องอื่นๆไปคราวนี้เสียงเริ่มดังใกล้เข้ามามากขึ้นจนเริ่มรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดเข้ามาและกลุ่มเมฆฝนก็มาถึงเขาลูกที่เราอยู่ในที่สุด มาพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังขึ้นกว่าเดิมแต่กลุ่มเมฆก็ยังไม่หนาแน่นมากยังคงมีแสงแดดส่องลงมา ตอนนี้ห้องน้ำเริ่มว่างแล้วผมนิมนต์หลวงพี่สรงน้ำ ตัวผมเองก็จัดแจงหยิบผ้าขนหนูในรถมาพาดบ่าพร้อมกับหยิบอุปกรณ์อาบน้ำอื่นๆ ผมต้องอาบเผื่อคืนนี้ด้วยเพราะเดินทางไกลไม่อยากแวะอาบน้ำที่ไหนแค่แวะพักแล้วล้างหน้าตามปั้มก็พอ ไม่มีใครรอคิวต่อจากผมแล้ว ผมจึงอาบน้ำได้อย่างเต็มที่  เสียงฟ้ายังคงคำรามเป็นช่วงๆ อาบน้ำเสร็จคณะบายศรีก็พร้อมออกเดินทางแล้ว ผมได้กล่าวอนุโมทนาแก่พี่ชัยรัตน์และผู้ที่มาช่วยทำบายศรีทุกท่าน “พี่ชัยรัตน์ ผมอนุโมทนาบุญด้วยครับ” “อ้าว!ชัย… สาธุ อาโกวไปไหนเหรอพี่จะลาแกหน่อย เดี๋ยวพี่จะกลับแล้ว” แล้วพี่ชัยรัตน์ก็ไปลาอาโกว ผมจึงกล่าวอนุโมทนากับคณะบายศรีท่านอื่นๆ “ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยครับ สาธุ”  “อนุโมทนาค่ะ..สาธุ”  มาร่วมงานจวนจะกลับกันอยู่แล้วยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับคณะบายศรีแต่ละท่านเลย แล้วคณะบายศรีก็ออกเดินทาง ดูทุกคนยิ้มแย้มเบิกบาน จากนั้นผมก็ไปอนุโมทนากับคณะของน้าสมนึกและน้าบัวทองซึ่งขึ้นรถกันแล้ว คณะนี้ก็มากันหลายคน(น้าบัวทองเป็นผู้ร่วมเดินทางนะครับอย่าเข้าใจผิด) “อนุโมทนาครับ..น้าๆทุกคน”  “จ้า..ชัย  สาธุ  แล้วมาร่วมบุญกันใหม่นะ” น้าทองได้คุยกับอาโกวสักพักคณะของพี่แอ๊วก็บีบแตร ปิ้นๆแล้วลดกระจกลง “พี่กลับแล้วนะชัย ลาอาโกวด้วย” “ขออนุโมทนากับพี่ๆทุกท่านครับ” “จ้า..ชัย  พี่ก็ขออนุโมทนาบุญทุกอย่างที่ชัยทำด้วยนะ สาธุ” รถคันนี้ของเยอะ คุณชาต้องไปนั่งหลังกระบะ อาจจะต้องนั่งจนหลังขดหลังแข็งก็ต้องถือว่าทำเพื่อพระศาสนา การทำความดีต้องลงทุนความลำบากตามคำสอนของหลวงพ่อจรัญ วัดอัพวัน ผมก็ขออนุโมทนากับคุณชาด้วยครับ.

ในที่สุดก็เหลือเพียงคณะของผมคณะเดียว จึงชวนกันไปกราบลาพระอาจารย์นิล ผมเดินนำไปก่อนเมื่อพบพระอาจารย์นิลผมยกเก้าอี้มาแล้วนิมนต์ให้ท่านนั่ง ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรหลวงพี่กริชก็คุกเข่าลงกับพื้นดินซึ่งมีก้อนกรวดมากมายแล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์๓ครั้ง ผมเป็นฆารวาสก็ถอยออกไปด้านหลังแล้วคุกเข่าพร้อมกับพนมมือรอให้ท่านกราบเสร็จก่อนจึงกราบตาม  ได้สนทนากับท่านสักพักก็เห็นสมควรแก่เวลาจึงกราบลาท่าน พระอาจารย์นิลท่านได้กรุณาเดินมาส่งคณะของเราที่รถ และได้กระเซ้าหลานสาวของผมอายุ๑๒ปี “ว่ายังไง เด็กน้อยเสียงใหญ่…หือ  วันนี้มาไกลเลยนะ มาเอาบุญใหญ่” ท่านเห็นหลานผมตั้งแต่ตัวน้อยๆอายุประมาณ๓ขวบ เป็นเด็กผู้หญิงที่มีเสียงใหญ่มากจึงทำให้ท่านจำติดตาได้ง่ายเพราะความเป็นเอกลักษณ์  ท่านมาหยุดยืนอยู่ตรงประตูรถ พวกผมทุกคนขึ้นรถกันเรียบร้อย ท่านก็บอกพวกเราทุกคนว่า “พิธีนี้เป็นพิธีเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ จะเป็นกุศลติดตัวเราไปตลอดไม่ใช่แค่ชาติเดียว” พวกเราจึงยกมือขึ้นสาธุ ท่านพยักหน้ามาทางผมแล้วบอกให้ออกเดินทางได้ ผมจึงค่อยๆเคลื่อนรถออกจากสำนักสงฆ์ผาผึ้ง เข้าสู่เส้นทางแคบๆในป่าแล้ววิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางเพื่อลงจากเขา ไม่นานนักก็ลงมาถึงหมู่บ้านรู้สึกว่าขากลับนี่มันเร็วกว่าขาไปเยอะ วิ่งเข้าสู่หมู่บ้านก็เห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมารวมกันอยู่บนถนนก็แปลกใจว่าข้างหน้ามีอะไร พอเข้าไปใกล้ๆก็ได้ยินเสียงของเครื่องเสียงเปิดอย่างอึกกระทึก แล้วก็เห็นคนเต้นแอ่นหน้าแอ่นหลังด้วยฤทธิ์ของสุรา ยืนกันเต็มถนนไปหมด ผมค่อยๆเคลื่อนรถเข้าไปและตัดสินใจฝ่ากลุ่มชาวบ้านกลุ่มนั้น  ใจก็ลุ้นเพราะมีแต่คนเมา แต่แล้วก็ผ่านไปชาวบ้านก็ค่อยๆหลีกทางให้ผ่านอาจเป็นเพราะมีหลวงพี่กริชนั่งหน้าหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ มีหลวงพี่มาด้วยก็ดีอย่างนี้เอง…ฮา..   ผมขับรถกลับทาง  อ.หนองบัวระเหว(หอ-วอ-เอ เหว๋)ขับมาเรื่อยๆผ่านบ้านส้มป่อย-หนองบัวบาน-หนองบัวใหญ่จนถึง อ.จตุรัส ออกจาก อ.จตุรัสไม่นานคนอื่นๆในรถก็เริ่มหลับ อาจเป็นเพราะความอ่อนเพลีย ผมก็มุ่งหน้าต่อเพื่อไปบ้านหนองบัวโคก ตลอดสองข้างทางเป็นไร่มันสัมปะหลังแดดยามบ่ายลดความรุนแรงลงบ้าง ผมภาวนา “เมตตัญ จะ สัพพะโล กัสมิง มานะ สัมภาวะเย อะปะริมานัง” ซึ่งถือเป็นหัวใจของ บทกรณียเมตตาสูตร ตามที่หลวงพ่อจรัญท่านได้สอนเอาไว้ ผมภาวนาตลอดการเดินทางตั้งแต่ออกจากบ้านมาถึงพระเจดีย์และขากลับผมก็ยังคงภาวนาตลอด ขณะที่ผมกำลังมุ่งหน้าไปบ้านหนองบัวโคก ก็มีเมฆฝนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ลมพัดอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดเจนจากต้นไม้ที่อยู่สองข้างทางและตรงเกาะกลางถนนต้องเอนตามแรงลมจนแทบจะหักโค่น กระแสลมพัดมาจากทางด้านหลังจึงไม่ทำให้รถสั่นหรือโครงเครงเพราะตัวรถไม่ได้ต้านลม เพียงครู่เดียวท้องฟ้าก็มืดครึ้ม ดำมากๆเรียกได้ว่าดำทะมึนเลยทีเดียว ผมหันมองไปรอบๆเห็นแต่เมฆสีดำและกระแสลมที่รุนแรง นึกในใจ “เมื่อกี้ยังมีแดดอยู่เลย แป๊บเดียวกลายเป็นดำสนิท” แล้วฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ผมต้องเปิดไฟหน้ารถและที่ปัดน้ำฝนด้วยสปีดเร็วสุดพร้อมกับลดความเร็วเหลือแค่๔๐กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็มีเสียงอาโกวบอกว่า “จอดก่อนดีไหมข้างหน้าแทบไม่เห็นอะไรเลย” อาโกวและทุกคนตื่นขึ้นเพราะเสียงฝนที่กระหนำลงมาอย่างหนัก ผมจึงลดความเร็วลงอีกเหลือ๒๐กิโลเมตร/ชั่วโมง เสียงอาโกวก็ดังขึ้นอีก “ชัย  จอดก่อนดีกว่า”  “ไม่เป็นไรครับ พอมองเห็น ขับไปช้าๆไม่เป็นไร” จู่ๆอากาศก็เปลี่ยนแปลงถึงเพียงนี้ ผมขับรถไปช้าๆ ทุกคนก็เริ่มพูดคุยกันด้วยความแปลกใจแล้วผมก็ตั้งจิตอธิษฐาน “ขอส่วนแห่งมหากุศลที่ข้าพเจ้าและคณะได้ร่วมสร้างพระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้งและได้มาร่วมพิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์ในครั้งนี้ จงถึงแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ได้มาอนุโมทนาและให้พรแก่ข้าพเจ้าทั้งคณะ ขอให้ท่านทั้งหลายได้รับส่วนแห่งมหากุศลนี้อย่างถ้วนทั่ว ทุกรูป ทุกนาม เทอญ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ สาธุ”  ยกมือพนมจรดศรีษะหนึ่งครั้ง(ขับรถอยู่ครั้งเดียวก็พอมั้ง..ฮา…) สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะใช่หรือไม่ใช่อย่างที่ผมเข้าใจก็ไม่เป็นไร ผมถือว่าการแผ่ความดีออกไปไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่มีโทษมีแต่ประโยชน์อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราเป็นผู้ไม่พยาบาทและรู้จักแบ่งปัน ไม่นานนักฝนก็เริ่มห่างเม็ด ผมจึงเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น ขับมาครู่เดียวฝนก็หยุดสนิท ตลอดทางไม่มีฝนเลย จนใกล้ถึงบ้านจึงมีฝนโปรยนิดๆ ใช้เวลาในการเดินทาง๒๖ชั่วโมงครึ่งเท่ากับตอนขาไป.

เอาล่ะครับ  ผมเรียกคำว่า “พระอาจารย์นิล” มาก็หลายคำหลายครั้งแล้วผมขอเรียก “หลวงพ่อ” ตามแบบของผมดีกว่า ในบรรดาญาติโยมและลูกศิษย์ของท่าน ผมยังไม่เคยเห็นใครเรียกท่านว่า “หลวงพ่อ” อาจจะเป็นเพราะท่านยังดูหนุ่ม(หนุ่มจริงๆนะ รูปหล่อด้วย..ฮา…)  ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงทำให้ผมอยากเรียกท่านว่าหลวงพ่อ ทั้งๆที่ท่านอายุมากกว่าผมเพียงสิบกว่าปีแต่มันอยากเรียกอย่างนั้น จึงเรียกท่านว่าหลวงพ่อมาตลอด ผมได้เดินทางมาที่ก่อสร้างพระเจดีย์กับหลวงพ่อนิลตั้งแต่ที่ยังไม่มีชื่อพระเจดีย์  ขณะนั้นมีเพียงฐานเดิมซึ่งเป็นทรงสี่เหลี่ยม หลวงพ่อท่านได้ออกแบบใหม่และได้ปรึกษากับช่างจากกรมศิลปากร แล้วท่านก็ดำเนินการสั่งให้ช่างรับเหมาทุบฐานเดิมใส่เอาไว้ในฐานของเจดีย์องค์ใหม่ ในช่วงที่ยังไม่ได้รื้อฐานเก่านั้น อาโกว พี่ชัยรัตน์ ตัวผม คุณป้าท่านหนึ่งและพี่สาวอีกท่านหนึ่ง ได้ขออนุญาตหลวงพ่อไปนอนพักแรมบริเวณฐานเจดีย์เก่านั้น หลวงพ่อท่านก็พูดยิ้มๆว่า “เดี๋ยวเทวดาจะดึงขาเอานะ” แต่ละคนก็มองหน้ากันแล้วเรียนท่านว่าอยากมีโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตได้ไปนอนที่ฐานเจดีย์ ถือเป็นวาสนาที่หาไม่ได้ง่ายๆ  แล้วท่านก็บอกว่า “เอ้า อยากนอนก็ไป” จากนั้นท่านก็ลุกถือไฟฉายเดินนำไปที่ฐานเจดีย์  ที่นั่นไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องปั่นไฟแบบเติมน้ำมันแล้วครับเอาไว้สำหรับเทศกาลตอนดึกก็ปิดเครื่อง พอตี๔ก็ปั่นใหม่จะปิดอีกทีก็ตอนเริ่มสว่าง  เมื่อมาถึงฐานเจดีย์ก็จัดอาสนะให้ท่านนั่งแล้วปูเสื่อเพื่อนั่งสนทนากับท่าน ท่านได้เทศน์ธรรมะให้ฟังอีกพักใหญ่ๆ พวกเราก็เข้านอนส่วนท่านก็กลับลงมายังที่พักสงฆ์ ในคืนนั้นอากาศหนาวเย็น อยู่ในป่าแบบนี้อากาศสดชื่นมากๆแต่หนาวไปนิดครับ พวกเราห้าคนนอนกันบนผลาญหินในความมืดมิด มีเพียงท้องฟ้าและดวงดาวที่เราสามารถมองเห็นได้  ผมหลับไปตื่นหนึ่ง ตื่นมาเวลาเท่าไหร่ไม่รู้เพราะมันมืด(ขออนุญาตใช้ภาษาพูดในการเขียนนะครับ) ก็เกิดความกังวลว่ามืดอย่างนี้ถ้ามีสัตว์หรืออะไรเข้ามาใกล้ เราจะทำยังไงดีหว่า มองก็ไม่เห็นมีแต่ไฟฉายอันโตๆที่อาโกวพกมาอยู่สองอัน “อย่ากระนั้นเลยเอามาวางข้างตัวเราดีกว่า” ว่าแล้วก็หยิบมาเพื่อความอุ่นใจ ขณะที่คนอื่นหลับกันแต่ผมไม่หลับ ก็นอนลืมตามองท้องฟ้า คืนนี้ท้องฟ้าใสมองเห็นดวงดาวชัดเจน อยู่บนเขาอย่างนี้จะเห็นดาวมีขนาดโตขึ้นกว่าเดิมหน่อยนึง ขณะที่มองด้วยความเพลิดเพลินนั้น ผมก็เห็นดาวดวงหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ “เอ๊ะ เราตาฝาดมั้ง” ก็ขยี้ตาอยู่พักนึงแล้วมองดูใหม่ ดาวดวงนั้นก็ยังเคลื่อนที่อยู่ “เอ…หรือเราจะง่วงนอน” ก็ไม่น่าจะใช่เพราะผมหลับไปตื่นนึงแล้ว อากาศก็สดชื่นตื่นมาไม่เบลอหรืองัวเงียเลย  “อืม…งั้นลองสังเกตุดูสิว่าตอนนี้เคลื่อนไปถึงไหน ใกล้กับดาวดวงไหน” ผมเลือกดาวดวงที่เปล่งแสงจ้าๆเป็นหลัก แล้วลองดูว่าดาวดวงนั้นจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมหรือเปล่า แล้วก็นอนมองไปเงียบๆ “เอ๊ะ นี่กำลังจะเคลื่อนผ่านดาวแสงจ้าดวงนั้นไปแล้วนะ เราคงไม่ตาฝาดแล้วมั้ง” ดาวดวงนี้เคลื่อนที่ได้จริงๆ โดยที่ดาวดวงอื่นยังคงอยู่กับที่ ก็บอกกับตัวเองให้ใจเย็นๆ ลองกำหนดสติเอาไว้ตรงเหนือหว่างคิ้ว(อุนาโลม) หายใจยาวๆแล้วมองไปที่ดาวดวงนั้นสิ  ถ้าเรากำหนดสติให้ดีดาวดวงนั้นอาจจะหยุดเคลื่อนที่ก็ได้ มันอาจจะเป็นเพียงภาพที่หลอกตาก็ได้  จากนั้นก็กำหนดสติให้ตั้งมั่นแล้วก็มองสิ่งที่เกิดนั้นให้เป็นปัจจุบัน กำหนดสติอยู่พักใหญ่ ก็ได้คำตอบที่ทำให้ผมมั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาดหรือไม่ได้ฟุ้งซ่าน ขณะนี้ผมมีสติดี มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน จากนั้นก็นอนกำหนดไปมองไปเรื่อยๆ แล้วก็มีเครื่องบินลำหนึ่งบินผ่านไปในความสูงยามค่ำคืน มีแสงไฟ แว๊บ แว๊บ แว๊บ เป็นระยะพร้อมกับเสียงของเครื่องยนต์ที่ไม่ดังมากนักเพราะมันบินสูง แต่ถ้าเป็นกลางวันในความสูงขนาดนี้เราก็จะไม่ได้ยินเสียง เพราะจะมีเสียงอย่างอื่นมารบกวน อันนี้จึงทำให้ผมมั่นใจได้ว่าดาวที่ผมเห็นไม่ใช่แสงจากเครื่องบินแน่นอน เพราะแสงเหมือนดาวฤกษ์ไม่กระพริบเป็นจังหวะเหมือนเครื่องบินและเคลื่อนที่ไปโดยไม่มีเสียงด้วยความเร็วที่ช้ากว่าเครื่องบินมาก หลังจากดาวที่ผมมองเคลื่อนที่ไปเกือบสุดสายตาแล้วนั้น  ผมก็สังเกตุเห็นดาวอีกสองดวงเคลื่อนที่มาจากคนละทิศและเคลื่อนที่เร็วกว่าดาวดวงแรกนิดหน่อย จึงกำหนดสติแล้วมองดูดาวทั้งสองดวงค่อยๆเคลื่อนทีสวนกันไปจนลับตาในที่สุด แล้วก็ตัดสินใจหลับตาเพื่อนอนพักเอาแรงไว้ช่วยงานกฐินในวันรุ่งขึ้น ตื่นนอนตอนเช้าผมถามอาโกวว่า สังเกตุมั้ยพื้นหินที่เรานอนไม่หนาวเลยอากาศหนาวเย็นแต่พื้นหินอุ่น  อาโกวบอกว่าจริงด้วยอุ่นดี ตื่นมาก็ไม่ปวดเมื่อยด้วยนะ  ก็เป็นอันว่าคืนนั้นพวกเราทั้ง๕คนได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อและสิ่งศักสิทธิ์ ที่อนุญาตให้เรานอนบริเวณฐานเจดีย์  สิ่งที่ผมได้เห็นนั้น  ผมถือว่าเป็นปัจจัตตังคือรู้ได้เฉพาะตน ผมเองก็ไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไรหากท่านใดพอจะวิเคราะห์ได้ก็ลองวิเคราะห์ดูนะครับ  นำมาเล่าสู่กันฟัง.

ยังมีโอกาสครั้งสำคัญอีกเพียงหนึ่งครั้งนะครับ ที่ทุกท่านจะได้ร่วมพิธีอันสำคัญยิ่งหลังจากที่พระเจดีย์ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ นั่นคือพิธีสมโภชน์พระเจดีย์ ท่านใดที่มีศรัทธาแต่ยังไม่มีโอกาสร่วมสร้างพระเจดีย์ศรีชัยผาผึ้ง ผมอยากจะขอเชิญชวนให้ท่านเริ่มเก็บเล็กผสมน้อยสะสมปัจจัยเพียงวันละ ๕บาท เมื่อสะสมปัจจัยได้จำนวนหนึ่งที่คิดว่าไม่ทำให้ตัวท่านเดือดร้อน แล้วจึงนำมาร่วมบุญสร้างพระเจดีย์ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่กับเราชาวพุทธสืบไป และทั้งหมดที่ผมได้นำมาให้ทุกท่านอ่านนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผม อยากนำมาให้อ่านกันเพลินๆครับ จะมีความคิดเห็นอย่างไรก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน หากข้อความเพียงตอนใดตอนหนึ่งหรือส่วนใดๆก็ตามที่ผมนำมาเล่า สามารถสะกิดเตือนใจหรือเป็นตัวอย่างในการสร้างกุศลของท่านผู้อ่านได้ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ   สำหรับเรื่องการสร้างกุศลนั้นโดยส่วนตัวผมคิดว่า หากเราไม่ค่อยมีกำลังทรัพย์เราก็สามารถใช้กำลังกาย กำลังแห่งความคิด กำลังของวาจา มีกำลังเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถสร้างกุศลเพื่อเป็นทุนติดตัวเราได้เช่น การสวดมนต์ไหว้พระเป็นการสร้างกุศลที่ไม่ต้องใช้เงิน, การบอกบุญต่อๆกันไปก็ได้บุญหรือการอนุโมทนา(ยินดี)ในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำก็เป็นกุศลแก่เราได้ อยากได้กำไรก็ต้องลงทุน เราสามารถลงทุนด้วยอะไรก็ตามที่เรามี แล้วเราก็จะได้รับผลตอบแทนแน่นอนแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการลงทุนและเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดก็คือ ศรัทธา หากลงทุนโดยไม่มีศรัทธาผลที่ได้รับก็จะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่คุ้มค่ากับการลงทุน หากท่านอ่านแล้วเห็นว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ก็ขอให้เก็บเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อตัวท่านและต่อผู้อื่นสืบไป ขออนุโมทนาครับ.

ขอแทรกเรื่องราวของหลวงพี่กริชเอาไว้อีกสักเล็กน้อย นะครับ

การได้ไปร่วมพิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์ ถือเป็นวาสนาอย่างสูงของทุกท่าน หลายๆท่านมีศรัทธาอยากไป แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปก็น่าเห็นใจครับ ขออนุญาตยกตัวอย่าง คุณกริชเพื่อนของผมหรือ “หลวงพี่กริช” นั่นเอง ผมกับคุณกริชได้ตกลงกันว่า หากได้กำหนดการที่แน่นนอนในการอัญเชิญพระ เราจะเดินทางไปร่วมบุญกัน จะช่วยกันขับรถไปผาผึ้ง จ.ชัยภูมิ ผม, คุณกริชและคุณป้าของผมก็เริ่มเชิญชวน ญาติสนิทมิตรสหาย มีหลายท่านที่ฝากเงินมาร่วมทำบุญ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเดินทางไปร่วมพิธีได้ คนที่ตัดสินใจเดินทางไปร่วมพีธีกลับเป็น เจ้าเด็กน้อยเสียงใหญ่ เดินทางไปร่วมบุญแล้วยังแบ่งเงินค่าขนม เอาไปร่วมทำบุญสร้างเจดีย์อีก คณะของเราก็ชวนกันไปได้สี่คน.

คุณกริชได้ยื่นหนังสือลาพักร้อนเพื่อไปร่วมทำบุญ แต่กลับไม่ได้รับอนุมัติ ยื่นเอาไว้ล่วงหน้าเป็นเดือน ขออยู่หลายครั้ง แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่ยอมให้ลา คุณกริชมีศรัทธามากแต่มีอุปสรรคขัดขวาง มาถึงตรงนี้ขอเรียนถามทุกท่านครับว่าควรทำอย่างไร?  ส่วนใหญ่ก็คงเหมือนผมคือคิดไม่ออกเหมือนกัน ก็ผู้ใหญ่ไม่ให้ลา ขอลา 3-4วันก็ไม่ยอม ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใครที่ไหน แล้ววันหนึ่งผมก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณกริช “คุณ ผมลาออกแล้วนะ” ผมตกใจมาก ลาออกโดยที่ยังไม่มีที่ทำงานใหม่ เพื่อนเราเอาจริงหรือนี่  แล้วจะทำยังไงกันต่อไป สอบถามดูก็ได้ความว่า อยากไปร่วมบุญมากๆมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ขอลา 3-4วันก็ไม่ยอมให้ ก็ต้องทำอย่างนี้ตัดสินใจลาออกเลย แต่หัวหน้ายังไม่ยอมเซ็น แล้วต่อมาไม่นานคุณกริช ก็ได้เข้าพิธีอุปสมบทก่อนหน้าวันพิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์ หนึ่งอาทิตย์.

เช้าวันเสาร์ที่๒๔ เม.ย.๕๓ ผมได้นัดหมายกับหลวงพี่กริชว่าจะเดินทางเข้าไปรับที่วัดซึ่งอยู่คนละอำเภอ นัดกันไว้ตอน ๙โมงเช้า เมื่อไปถึงที่วัดผมก็ไปยังกุฎิของหลวงพี่กริช แล้วผมก็ต้องแปลกใจที่เห็นหลวงพี่กริชยังไม่ได้ครองผ้าให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง พอผมเข้าไปนิมนต์ท่านก็บอกผมว่า “พวกโยมไปกันเถอะ หลวงพี่คงไปไม่ได้แล้ว”
“อ้าว  ทำไมละครับหลวงพี่”
“ก็เมื่อตอน ๘โมงนี่เองมีคนมาตามให้ไปที่บ้าน มาบอกว่าญาติเสียแล้ว”
“จริงหรือครับหลวงพี่”
“ใช่ เขาบอกเสียเมื่อตอนตีสี่ เขามาตามให้กลับไปที่บ้าน”
งานเข้าแล้วสิเรา เอาไงดีหว่า เตรียมความพร้อมมากันขนาดนี้ หลวงพี่กริชก็ลงทุนยอมลาออกจากงานเพื่อจะไปร่วมพิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์ แต่ก็ต้องถูกขัดขวางด้วยเหตุนานาประการ เราจะทำยังไงดีหนอ สถานะการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หนักใจจริงๆแต่ก็ต้องพยายามหาทางแก้ไข  สีหน้าของหลวงพี่กริชก็ดูเป็นกังวลไม่ใช่น้อย คิดอะไรก็ไม่ออกแล้วตอนนี้มันคับขันจริงๆ ผมก็พยายามใจเย็นๆ ตั้งสติแล้วค่อยๆคิด เพราะอยากให้หลวงพี่ได้ไปร่วมบุญในครั้งนี้  ยืนคิดกันอยู่ครู่นึง ก็ถามหลวงพี่กริชว่า เขาจะไว้กี่วัน หลวงพี่บอกว่า ๗วัน
“งั้นเราไปร่วมพิธีที่ผาผึ้งก่อน ดีไหมครับหลวงพี่” หลวงพี่ก็มองหน้าผมอย่างลังเล
“โอกาสสำคัญอย่างนี้มีไม่บ่อยครับหลวงพี่  หลวงพี่ทำทุกอย่างเพื่อจุดประสงค์นี้นะครับ”
“เขาจะว่าเอาได้นะ ญาติสนิทเสียแล้วจะไปได้ยังไงอีก”
“เขาตั้ง๗วันแต่เราเดินทางไป-กลับ ไม่เกิน๔วันหรอกครับหลวงพี่ เต็มที่ก็ไม่เกิน๕วัน หลวงพี่ยังกลับมาร่วมงานทันอยู่ครับ”
ในเวลานี้ผมก็ได้แต่แนะนำ ไม่สามารถช่วยหลวงพี่ได้มากกว่านี้ ส่วนที่เหลือต้องให้หลวงพี่ท่านตัดสินใจเอาเอง ท่านต้องคิดอย่างหนัก ใจนึงกังวลเรื่องญาติแต่อีกใจก็อยากไปร่วมบุญและคงไม่อยากให้ผมต้องขับรถทางไกลไปกันเพียงสามคนโดยมีผมเป็นผู้ชายคนเดียว ในที่สุดท่านจึงตัดสินใจไปร่วมบุญที่ผาผึ้งด้วย
“เอ้า..เป็นไงเป็นกัน เดี๋ยวหลวงพี่ไปเอาสัมภาระก่อนนะ”
“นิมนต์หลวงพี่ครองผ้าก่อนครับ เดี๋ยวผมขึ้นไปเอาเอง”
“อยู่ตรงหลังประตูนะโยม หลวงพี่เตรียมไว้แล้ว”
“ได้ครับหลวงพี่”ผมรีบไปเอาสัมภาระของท่านมาอุ้มไว้ เพราะกลัวท่านจะเปลี่ยนใจ เมื่อท่านพร้อมแล้วผมจึงนิมนต์ท่านขึ้นรถแล้วออกเดินทางทันทีและได้เดินทางถึงสำนักสงฆ์ผาผึ้งในตอน ๑๑โมงของวันรุ่งขึ้น ในขณะที่อยู่ที่ผาผึ้งญาติก็ยังโทรหาหลวงพี่ตลอด ท่านบอกว่าเขาโทรมาตามอีกแล้ว ก็ทำให้ท่านรู้สึกเป็นกังวลอยู่ตลอด นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า การทำความดีนั้นแสนยาก จะสร้างบุญบารมีไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แต่ท่านก็สามารถไปร่วมพิธีอัญเชิญพระพุทธเจ้า๕พระองค์ ได้สมดังที่ปรารถนาและเดินทางกลับมาทันงานของญาติด้วย  แถมยังได้กลับไปทำงานที่เดิมอีกต่างหาก.
ขอให้ทุกท่านโปรดเก็บไปพิจารณา พวกเราทุกคนอยู่ในสถานะเป็นเพียงผู้ร่วมบุญ แต่เราต้องเจออุปสรรคถึงเพียงนี้ อย่างเช่นคุณกริชและคุณแด๋น(ผู้จัดหามีดโกนมาถวาย อ่านเรื่องราวของคุณแด๋นได้ที่นี่ )แต่ละท่านต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาไม่ใช่น้อย นี่ขนาดเป็นเพียงผู้ร่วมบุญนะครับ แต่พระอาจารย์นิลท่านเป็นถึงผู้นำในการสร้างมหากุศลมหาบารมี ท่านจะต้องเจออุปสรรคหนักหนากว่าเราขนาดไหน หากท่านทั้งหลายต้องเจอกับอุปสรรคใดๆ ก็ขอให้ดูตัวอย่างที่ผมได้หยิบยกมากล่าวเพื่อเป็นแบบอย่าง ในการแก้ไขปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวง ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมครับ สาธุ.

วิธีการลงทะเบียน

เผยแพร่ on กรกฎาคม 14, 2010 at 12:03 pm  Comments (4)  

4 ความเห็นใส่ความเห็น

  1. ขออนุโมทนาบุญกลับคณะของคุณชัยด้วยนะคะที่ได้ไปร่วมสร้างบารมีในการชักพระแต่เราซิไปทันตอนชักพระพอดีเลย แต่เอาไว้ตอนฉลองเราคงจะได้ไปร่วมสร้างบารมีบ้างนะขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ สาธุ สาธุ สาธุอนุโมทามิ จาริกกะ

  2. ขอฝากเรื่องของหลวงพี่กริชเอาไว้สำหรับท่านที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆได้อ่านและเก็บไว้พิจารณานะครับ

  3. อนุโมทนาบุญฯของทุกท่านด้วยครับ/สาธุฯ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: